fbpx

ศาสตร์แห่งการฟื้นฟูสมรถภาพสมองหลังโรคอัมพาต

Neuroplasticity

โรคหลอดเลือดสมองเป็นอีกหนึ่งโรคที่พบได้บ่อย เกิดจากการที่เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองไม่ดี ทำให้เซลล์สมองตายและนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพ เนื่องจากปกติแล้วหลอดเลือดมีหน้าที่ขนส่งสารอาการและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆของสมองและร่างกาย หากเกิดการตีบตันหรือแตก บางส่วนของสมองจะขาดการได้รับเลี้ยงของสารอาหารและออกซิเจน ทำให้เซลล์สมองตายในที่สุด

ชนิดของโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็นหลายชนิด ได้แก่ หลอดเลือดตีบ, หลอดเลือดแตก, หลอดเลือดตีบชั่วคราว

1. ภาวะหลอดเลือดสมองตีบ ทำให้สมองขาดเลือด เกิดจากการอุดตันการไหลเวียนโลหิตของเส้นเลือดในสมอง

2. ภาวะหลอดเลือดสมองแตก ทำให้เกิดเลือดคั่งและยับยั้งการไหลเวียนโลหิตของเส้นเลือดในสมอง

3. ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว เกิดจากเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ชั่วขณะ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมอง แต่ต่างกันตรงที่ TIA มักไม่ทำให้สมองเกิดความเสียหายอย่างถาวร

อาการต่าง ๆ ของโรคหลอดเลือดสมองขึ้นกับตำแหน่งของสมองที่ได้รับผลกระทบ เช่น หากสมองส่วนที่ควบคุมการพูดขาดเลือด ผู้ป่วยจะมีอาการพูดผิดปกติ หรือ ไม่รู้ภาษาที่ใช้ และ หากโรคหลอดเลือดสมองเป็นที่ก้านสมอง ซึ่งเป็นส่วนควบคุมการทรงตัวหรือการเดิน ผู้ป่วยก็จะมีอาการเดินผิดปกติ หรือ มีอาการตามองเห็นภาพซ้อนได้

สมองสามารถฟื้นฟูได้หลังจากเกิดโรคหลอดเลือกสมอง?

หลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง สมองส่วนที่ขาดเลือดไปเลี้ยงในระยะเวลาหนึ่ง จะเกิดการตายของเซลล์สมอง อย่างไรก็ตามเซลล์ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงโดยรอบยังคงอยู่รอดและสามารถประสานงานกันเพื่อสร้างการเชื่อมต่อใหม่ รวมถึงสร้างเซลล์สมองใหม่ นั่นเป็นสาเหตุที่การทำกายภาพบำบัดและการฟื้นฟูจะมีประโยชน์อย่างมากในส่วนนี้ ทั้งช่วยให้มีอัตราการอยู่รอดของเซลล์สมองและกระตุ้นความสามารถของสมองที่จะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิต หรือที่เรียกว่า Brain Neuroplasticity

อะไรคือ Neuroplasticity?

การเปลี่ยนแปลงของสมองเกิดขึ้นได้เพราะ Neuroplasticity ดังนั้นมันจึงสามารถสร้างการเชื่อมต่อใหม่และเพิ่มเซลล์สมองใหม่ๆจำนวนมาก รวมถึงการเรียนรู้ใหม่ของสมอง ซึ่งกระบวนการนี้มีประโยชน์มากมาย อาทิเช่น เราสามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งใหม่ๆได้ ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ในขณะนั้นได้

ในปัจจุบัน นักวิจัยหลายท่านกล่าวว่าสมองของเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดช่วงชีวิต ขึ้นอยู่กับลักษณะการใชีชีวิต การเคลื่อนไหวและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณได้รับบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ Neuroplasticity จะทำให้สมองเกิดการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์นั้นๆ

ประสาทวิทยาศาสตร์เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากในสาขาวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษาเรื่อง Neuroplasticity ซึ่งจากการศึกษาดังกล่าวนี้ พบว่าเราสามารถพัฒนา Neuroplasticity ได้โดยอาศัยหลักพื้นฐานแปดประการของประสาทวิทยา ดังนี้

1. หากคุณเป็นคนตื่นตัวและมีแรงจูงใจ สมองจะหลั่งสารสื่อประสาทที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงของสมอง แต่หากไม่มีแรงจูงใจ เอื่อยเฉื่อย สมองของคุณจะคล้ายว่าถูกปิด

2. การให้ความสนใจต่องานใดงานหนึ่งหรือขระทำกิจกรรมอะไรบางอย่างโดยมีเหตุผลที่มากพอ จะช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้นกว่าเดิม

3. ยิ่งคุณฝึกฝนมากเท่าไหร่ การเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทของสมองจะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น นั่นทำให้คุณแสดงพฤติกรรมออกมาอย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ

4. การทำงานของเซลล์ประสาทที่แข็งแกร่งมากเท่าไหร่ การแสดงออกก็ยิ่งมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือมากขึ้นเท่านั้น

5. ถ้าเซลล์สมองเชื่อมต่อกันดี สมองจะคาดเดาเหตุการณ์ต่อไปได้ค่ะ ทำให้เคลื่อนไหวได้ flow มากขึ้น ( เช่น รู้ว่า เวลาจะล้ม ต้องเอามือยัน )

6. การเปลี่ยนแปลงชั่วคราวมักเกิดในช่วงแรก หลังจากนั้นสมองของคุณจะตัดสินใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะคงอยู่ถาวรหรือไม่

7. เพียงแค่จินตนาการว่าเรากำลังทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ คุณก็สามารถเปลี่ยนแปลงการทำงานสมองได้ โดยไม่ต้องเคลื่อนไหว

8. เลือกที่จะใช้ หรือ ทิ้ง ” ซึ่งเราเป็นคนควบคุมได้ ว่า จะจำสิ่งนี้หรือทิ้งไป   หากไม่ได้รับการฝึก คนไข้อาจมีปัญหาในการเลือกปฏิบัติ

ข้อมูลนี้มีประโยชน์ต่อการรักษาคืออะไร?

จากรายละเอียดใหม่ๆของข้อมูลระบบประสาทและสมองเหล่านี้ แพทย์และนักกายภาพบำบัด สามารถพัฒนาโปรแกรมการรักษาด้วยวิธีใหม่ได้ เช่น การให้คำแนะนำและการกระตุ้นสมองด้วยกิจกรรมบำบัดและการรักษาโดยการกายภาพบำบัด สำหรับในกรณีของโรคหลอดเลือดสมอง การใช้ยาเพื่อรักษาและฟื้นฟูเซลล์สมองอาจจะช่วยได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งยากลุ่มนี้ เราเรียกว่า Neuroprotective agent โดยจะมีประโยชน์ที่สุดเมื่อได้ให้ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการไม่เกิน 3 เดือน 

แต่ในบางกรณีผู้ป่วยอาจได้รับการกระตุ้นด้วย tDCS (Transcranial Direct Current Stimulation) ซึ่งเป็นการรักษาด้วยการกระตุ้นสมองที่ไม่เกิดการบาดเจ็บ หรืออาการปวด ซึ่งเป็นการใช้ไฟฟ้าเพื่อกระตุ้นส่วนต่างๆของสมอง ผสมผสานระหว่างการรักษาและกิจกรรมที่แตกต่างกันในแต่ละโปรแกรม ทำให้เกิดความครอบคลุมวิธีการรักษาทางด้านระบบประสาท

References: https://www.soft-wired.com/